4 emprie city of Morocco: Fez, Marrakech, Meknes, และ Rabat .. อันนี้เขียนตามลำดับเวลาของความสำคัญในแต่ละเมือง
เราเที่ยว Marrakech แล้วตั้งแต่วันแรกของทริป วันนี้เราจะเที่ยวเมือง Fez และอีกสองเมือง Meknes และ Rabat ในวันถัดไป
Fez เป็นเมืองประวัติศาสตร์ของ Morocco มีทั้งย่านเมืองเก่า ที่เรียกว่า “Medina” (เมดิน่า) คนในละแวกนี้ยังใช้ชีวิตแบบเดิมๆ เหมือนกาลเวลาไม่หมุนเคลื่อนไปกับการดำรงชีวิต ที่ยังอาศัย ล่อ ลา แบกหามสิ่งของ ซึ่งแตกต่างกับย่านเมืองใหม่ที่ตั้งวิลล่าของเศรษฐีที่มีรถยี่ห้อดังขับสัญจรทั่ว ย่านเมืองเก่าและเมืองใหม่อยู่ห่างกันไม่มาก แต่วิถีชีวิตต่างกันมาก มันทำให้เมือง Fez เป็นเมืองที่มีเสน่ห์สำหรับรริน คือเป็นทั้งเมืองประวัติศาสตร์ และเป็นเมืองที่มีความแตกต่างของการดำเนินชีวิตของผู้คนในแต่ละย่านอย่างสุดขั้ว .... ถ้าดูๆ แล้ว อาจจะคล้ายกรุงเทพฯ เมืองฟ้าอมร รัตนโกสินทร์ที่มีเสน่ห์มากสำหรับนักท่องเที่ยว แต่คงต้องเว้นเรื่องรถติดที่ยิ่งนับวันยิ่งวิกฤตขึ้นทุกที
เราแวะกันที่แรก จุดชมวิวบนป้อมปราการแห่งราชวงศ์ซาเดียน (Medieval Medina) เราจะเห็นเมืองเฟซในมุมสูงแบบพาโนราม่าก่อนที่เราจะลงมาชมพระราชวังเฟส และตะลุยย่านเมดิน่า
พระราชวังเฟส (Fez’s Royal Palace) สร้างในปี ค.ศ. 1276 สมัยราชวงศ์เมรินิด (Marinids) มีพื้นที่ 80 hectares ไม่ได้เปิดให้คนภายนอกเข้าชม เพราะเป็นพระราชวังที่กษัตริย์โมร็อคโคประทับเมื่อสด็จมาเมืองนี้ เราจะได้ชมประตูเบื้องหน้าพระราชวังที่มีลักษณะเป็นรูปโค้งเกือกม้าสีทองทำด้วทองเหลือง ประดับด้วยไม้และหินอ่อนตามศิลปะอิสลาม รอบๆ เขตพระราชวังเป็นชุมชนเก่าที่ชาวยิวอาศัยอยู่
วันนี้เรด้าเอาเพื่อนไกด์มาด้วยอีกคนเพื่อดูแลพวกเรา อาจจะเกรงว่าพวกเราจะหลงเมื่อเดินในย่านเมดิน่า ไกด์พาเรามาหยุดที่ประตูเมืองบูเจลูด (Bab Boujeloud) ประตูทางเข้าเมดิน่าที่สวยที่สุด
เมื่อเราเดินเข้าไปในย่านเมืองเก่าเมดิน่า เหมือนเราเข้าไทม์แมชชีนมาเที่ยวเมืองเก่าในโลกอิสลาม ที่นี่มีคนอยู่ถึง 2 แสนคน มีตรอกและซอกเล็กซอกน้อยมากกว่า 9,400 ตรอก วกไปเวียนมาและซับซ้อน ตรอกแคบสุดคือ 50 เซนติเมตร ถึงกว้าง 3 เมตร มีมัสยิดกว่า 365 แห่ง ร้านค้ากว่า 80,000 ร้านตามซอกซอย พื้นที่แบ่งเป็น 187 เขต ซึ่งแต่ละเขตจะต้องมีองค์ประกอบหลักของชุมชน 5 สิ่ง คือ มัสยิด โรงเรียนสอนศาสนา น้ำพุ โรงอาบน้ำ และ ที่อบขนมปัง
เมดิน่า เมืองเก่าของเฟซ (Medina of Fez) มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 ตลาดเก่าแก่แห่งนี้ได้ถูกขึ้นเป็นมรดกโลกโดย UNESCO และเป็นย่านคนเดิน (Car - free area) ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย และตามตรอกที่เราเดินยังมีคนลาก ลา ล่อ บรรทุกของเดินร่วมทางกับเราอีก ฉะนั้น ถ้าได้ยินคำว่า “บารัก บารัก” ที่แปลว่า “ระวัง ระวัง” โปรดหลีกทางให้แต่ละท่านเดินไปก่อนนะคะ อีกคำที่ต้องจำไว้คือ คำว่า “ยะลา ยะลา“ คำนี้จะเป็นคำที่ไกด์จะพูดเรียกสติให้เดินตาม ยะลา แปลว่า Let’s go, Let’s go
การเดินในเมดิน่ายังไงต้องมีไกด์ และต้องเป็นไกด์ที่เป็นคนท้องที่ที่ชำนาญการทาง เพราะถ้าหลงแล้ว ไม่รู้จะหาทางออกได้อย่างงัยเลย Google map ก็ช่วยไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวคือ จ้างคนท้องถิ่นพาเดินออกมายังประตูเมืองบูเจลูด (Bab Boujeloud) แล้วค่อยตามหาคณะหรือกลับโรงแรม ฉะนั้นอย่าหลงกับไกด์เป็นดีที่สุด เดี๋ยวจะหมดสนุก งานนี้เรด้าจัดเพื่อนไกด์นำหน้า และตัวเองเดินปิดหลังขบวน
เราเดินผ่าน Medersa Bouinania เมเดอร์ซา บูอิมาเนีย โรงเรียนเก่าแก่ที่สร้างโดยสุลต่านบูอินานใน ค.ศ. 1350 ไกด์ไม่ได้พาเข้าชมด้านใน เราเดินผ่านด้านหน้าทางเข้าโรงเรียนที่มีประตูโค้งประดับโมเสกแล้วผ่านไป จนกลับมาที่พักลองเปิดในยูทูปจึงเห็นว่า ด้านในเป็นลานโล่ง ล้อมด้วยอาคารทั้งสี่ด้าน ด้านบนโปร่งไม่มีหลังคา กำแพงประดับด้วยโมเสกและไม้แกะสลัก
ถึงแม้ที่นี่จะดูเป็นสถานที่ซับซ้อนดังเขาวงกต และมีคนอยู่อาศัยมากมายตามซอกเล็กซอกน้อย แต่ในเขตเมดิน่าก็ได้มีการจัดแบ่งย่านร้านค้าที่ไกด์พาเราไป ย่านเครื่องใช้ทองเหลือง ย่านขายพรม ย่านขายผ้า และมาจบที่ย่านเครื่องหนังในช่วงบ่ายหลังรับประทานอาหาร
เรารับประทานอาหารกลางวันในเมดิน่า เป็นประตูไม่ใหญ่ เหมือนเราเปิดเข้าบ้านคน แต่พอมาถึงภายในที่เป็นห้องโถงใหญ่ที่เขาจัดเป็นโต๊ะๆ สำหรับลูกค้า ถึงกับร้องว้าวว! ในใจ ที่นี่ไม่ธรรมดา หรูหราและโอ่อ่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับ ตึก อาราม บ้านช่อง ในเมดิน่า และแล้ว รรินก็ไปเห็นป้ายที่เขียนรายละเอียดเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ ที่นี่เป็นพระราชวังเก่า “Palais MNEBHI” หรือ “MNEBHI Palace” ก่อนมาเป็นร้านอาหารโมร็อคโคอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน
ข้อแนะนำ ระหว่างที่เดินตามไกด์ไปยังที่ต่างๆ ในเมดิน่า ถ้าเห็นของที่ระลึกที่คนเดินขายระหว่างทาง หรือเห็นจากร้านข้างทางขณะเดินผ่าน ถูกใจให้ซื้อเลยนะคะ เพราะไม่แพง แต่ถ้าต่อรองก็จะยิ่งได้ราคาดีมาก
..........
เราแวะชม Nejjarine Museum of Wooden Arts & Crafts เพิ่งเปิดในปี 1998 เป็นโรงแรมเก่าที่มาทำเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงข้าวของเครื่องมือ/เครื่องใช้โบราณ แท่นสวดมนต์ และเครื่องดนตรีนานาชนิด
ไกด์พาเราเดินลัดเลาะในเมดิน่ามาที่ Tanner’s Quarter ย่านฟอกหนังเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 ที่ยังมีกรรมวิธีฟอกหนังแบบเดิมนับพันปี หนังสัตว์ที่ฟอกแล้วจะถูกแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ โรงฟอกหนังจะล้อมรอบไปด้วยตึก ด้านในเป็นร้านขายผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากหนัง ซึ่งมีหลายร้านอยู่ในตึกเดียวกัน ไกด์พาชาวคณะมาที่ร้านบริเวณนั้น เค้าจะยื่นใบมิ้นท์ให้เราเพื่อดมดับกลิ่นของแอมโมเนียและกลิ่นต่างๆ จากการฟอกหนัง แล้วคนที่ร้านพาเราเดินผ่านร้านต่างๆ ขึ้นบนชั้นดาดฟ้าดูโรงฟอกหนัง Tanner’s Quarter พร้อมอธิบายกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ถึงตรงนี้แล้วกลิ่นรุนแรงจนใบมินต์ก็เอาไม่อยู่ เพียงแต่จมูกเราอาจจะชินกลิ่นในบางส่วน ขณะนั่งฟังบรรยายบนดาดฟ้าที่ดัดแปลงเป็นห้องโชว์รูมแสดงสินค้า เราได้แต่ชะโงกหน้าไปดูเป็นระยะๆ เพราะกลิ่นที่โชยมามันรุนแรงไม่น้อย
มองลงมา เราจะเห็นหลุมขนาดใหญ่หลากสีหลายๆ หลุม แต่ละหลุมจะมีส่วนผสมของน้ำยาฟอกหนัง คือ น้ำ เกลือ หินปูน และขี้นกพิราบที่มีส่วนผสมของแอมโมเนีย มีคุณสมบัติให้หนังนุ่ม ถ้ามองดีๆ เราจะเห็นหนังของสัตว์ต่างๆ นำมาแช่และนวดในหลุมเหล่านี้ หลังจากนั้นก็ขึงตากให้แห้งส่งต่อไปที่โรงย้อม แล้วนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่นำออกมาขาย
>>>>>>>>>>
มีสองสถานที่ในย่านเมดิน่า คือ The Mousolem of Moulay Idriss และ Kairaouine Mosque ที่เขียนไว้ในโปรแกรม แต่ไกด์ไม่ได้พาเราไป หรืออาจจะเดินผ่านและชี้ชวนชาวคณะชม แต่รรินไม่ได้ยิน ก็ไม่เป็นไร เพราะวันนี้เราก็เดินเที่ยวสถานที่ต่างๆ ค่อนข้างเยอะ และหลังจากออกจากเมดิน่าขึ้นรถกลับที่พัก รรินก็มีอาการป่วยไข้เริ่มมา อาจเป็นเพราะเมื่อวานนั่งหลังรถ และรถเหวี่ยง ตัวกระแทรกตลอดทาง ประกอบกับวันนี้เดินมาก และสูดกลิ่นไม่พึงปรารถนาของโรงฟอกหนัง ..... แอมโนเนีย ขี้นก .... เล่นเอาป่วยเลย
>>>>>>>>>>
คืนนี้เรานอนโรงแรมเดิม รรินเริ่มกินข้าวเย็นแค่เบาๆ เพื่อกินยา และจะได้หลับแบบไม่อึดอัด ดีที่พกยาแก้หวัดประจำตัวติดมาด้วย ยาตัวนี้มีวิตามินซีผสมชงน้ำอุ่นแล้วนอนให้พอ ตื่นมาเป็นหายสนิท เอ้อ... ไม่อยากป่วย ตอนมาเที่ยวเลย
รีบไปนอนก่อนละ พรุ่งนี้เดินทางต่อ
Rrin Rrin
FB: Rrin Rrin IG: rrinrrinlee
|